ปราก · วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 1419
แดดเดือนกรกฎาคมแผดลงบนหลังคากระเบื้องของกรุงปราก (Praha) ตั้งแต่ยังไม่ทันสาย อากาศในตรอกแคบนิ่งและอบ กลิ่นเหงื่อของคนนับร้อยปนกับควันกำยานที่ลอยมาจากหัวขบวน เสียงระฆังจากหอโบสถ์ดังข้ามหลังคามาเป็นระยะ ฟังเผินๆ ก็เหมือนเช้าวันอาทิตย์ธรรมดาอีกวันหนึ่ง
ขบวนแห่เคลื่อนออกจากโบสถ์นักบุญสเตฟาน (kostel sv. Štěpána) ในย่านรึบนีเชก (Rybníček) ช้าๆ เสียงสวดดังเป็นระลอกไปตามตรอกแคบ คนเดินนำคือยาน เฌลีฟสกี (Jan Želivský) นักเทศน์ที่คนยากจนในเมืองใหม่ฟังเสียงเขามากกว่าเสียงใคร สองมือชูภาชนะโลหะที่บรรจุศีลมหาสนิทขึ้นเหนือศีรษะ ศีลมหาสนิทคือแผ่นขนมปังที่ผ่านพิธีเสกแล้ว ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่าคือพระกายของพระคริสต์ ข้างหลังเป็นชาวเมืองหลายร้อยคน ช่างตีเหล็ก คนทำขนมปัง ผู้หญิงที่จูงลูกเล็ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ทุกคนเดินไปทางเดียวกัน คือโบสถ์พระแม่มารีย์ที่นาปิสกู (Na Písku)
ที่ขอบขบวน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ดูเงียบขรึมกว่าคนอื่น ตาข้างหนึ่งของเขาขุ่นมัว มองไม่เห็นอะไรมานานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาเสียมันไปเพราะอะไร เขาชื่อยาน ฌิชกา (Jan Žižka) เป็นคนในราชสำนักของกษัตริย์ แต่สำหรับขบวนนี้แทบไม่มีใครรู้จักเขา
คนในขบวนนี้ทุกคนเชื่อเรื่องเดียวกัน ว่าชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาก็ควรได้รับศีลทั้งสองอย่าง ทั้งขนมปัง และเหล้าองุ่นจากถ้วย แบบที่นักบวชได้รับ ถ้วยใบนั้นกลายเป็นธงชัยของพวกเขาไปแล้ว
และเช้านี้พวกเขามีเรื่องค้างใจ เพื่อนร่วมศรัทธาหลายคนถูกสภาเมืองชุดใหม่จับขังไว้ ทุกก้าวที่ขบวนเดินเข้าใกล้ศาลาว่าการ เสียงสวดก็ยิ่งดังขึ้น และยิ่งฟังไม่เหมือนเสียงสวดขึ้นทุกที
ขบวนเลี้ยวเข้าจัตุรัส ตึกที่อยู่ตรงหน้าคือศาลาว่าการของเมืองใหม่ (Novoměstská radnice) หอสูงของมันทอดเงาลงมาบนลาน และหลังหน้าต่างชั้นบน คนที่ฝูงชนเกลียดที่สุดในเมืองกำลังนั่งประชุมกันอยู่ นายกเทศมนตรี สมาชิกสภา และรองผู้พิพากษา คนที่เกลียดถ้วยใบนั้นพอๆ กับที่ฝูงชนรักมัน
สำหรับคนในห้องนั้น ฝูงชนข้างล่างคือพวกนอกรีตที่กำลังจะลากเมืองทั้งเมืองลงไปในความวุ่นวาย และพวกเขาคือคนที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งมาให้รักษากฎหมายเอาไว้ พวกเขามองลงมาจากหน้าต่างด้วยความรังเกียจ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมองลงมาเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่มีใครจำได้ว่ามันเริ่มจากอะไร คำพูดสักคำที่ตะโกนลงมาจากหน้าต่าง หรือท่าทางเหยียดหยามสักท่า แต่คนในขบวนรู้สึกตรงกันว่าพวกเขาถูกดูหมิ่น และแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
"พวกมันดูหมิ่นพระกายของพระคริสต์!"
เสียงตะโกนแรกยังไม่ทันจาง เสียงที่สอง สาม สี่ก็ดังตามมา ขบวนที่เมื่อครู่ยังเดินสวดมนต์ช้าๆ หยุดกึก แล้วหันหน้าเข้าหาตึก ฝูงชนเริ่มดันกันไปที่ประตู มีคนทุบ มีคนผลัก ประตูไม้หนาเปิดออกหรือพังลงก็ไม่มีใครจำได้ รู้แค่ว่าอีกอึดใจต่อมา บันไดในตึกก็เต็มไปด้วยคน
ฌิชกาไม่ได้อยู่ที่ขอบขบวนอีกต่อไปแล้ว
ข้างบน ชายในชุดขุนนางเมืองถอยหลังจนหลังชนกำแพง ไม่มีทางลง ไม่มีทางหนี มือหลายสิบคู่คว้าเสื้อคลุมของพวกเขา ลากไปที่หน้าต่างบานเดียวกับที่เมื่อครู่ยังใช้มองลงมาที่ขบวน
แล้วร่างแรกก็หล่นลงมา
เสียงที่ลานด้านล่างเงียบไปครู่หนึ่ง ครู่เดียวจริงๆ แล้วก็ระเบิดเป็นเสียงคำราม ร่างที่สองตามลงมา แล้วร่างที่สาม แม้แต่คนที่ยังไม่ตายจากการตก ก็ไม่ได้มีโอกาสได้ลุกขึ้นอีก
เมื่อเสียงคำรามเงียบลง ลานหินหน้าศาลาว่าการก็ไม่ใช่ลานเดิมอีกต่อไป ร่างของนายกเทศมนตรี สมาชิกสภา และรองผู้พิพากษานอนเกลื่อนอยู่บนลาน กว่าสิบศพ ใต้แดดเดือนกรกฎาคม บางคนตกลงไปบนปลายหอกของฝูงชนที่ชูรออยู่ข้างล่าง
ฝูงชนในวันนั้นไม่มีชื่อ คนหลายร้อยคนบุกขึ้นไป แล้วก็กลับลงมาปะปนกันหายไปในตรอก แต่มีชายคนหนึ่งที่คนทั้งเมืองจำหน้าได้ ชายที่ตาบอดข้างเดียว คนในราชสำนักของกษัตริย์
ยาน ฌิชกา
อีกไม่กี่ปีต่อมา ทั้งยุโรปจะรู้จักชื่อนี้
บทที่ 1 ยาวราว 30 หน้า เล่าต่อไปจนถึงกษัตริย์ที่สวรรคตด้วยเสียงคำรามดุจสิงโต แม่ทัพตาบอดกับกำแพงที่มีล้อ และวันที่ฮุสไซต์แพ้ภัยตัวเอง


